ในยุคของ Internet of Things (IoT) การแสดงผลข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องสำคัญ แต่ปัญหาใหญ่คือ "การใช้พลังงาน" บทความนี้จะพาคุณไปดู วิธีผสาน Ink อิเล็กทรอนิกส์กับ IoT Sensor เพื่อสร้างอุปกรณ์ตรวจวัดที่ใช้งานได้นานหลายเดือนด้วยแบตเตอรี่เพียงก้อนเดียว
ทำไมต้องใช้ E-Ink (e-Paper) กับงาน IoT?
หน้าจอ E-Ink ต่างจากจอ LCD หรือ OLED ตรงที่มันจะใช้กระแสไฟฟ้าเฉพาะตอน "เปลี่ยนภาพ" เท่านั้น เมื่อแสดงผลค้างไว้จะไม่กินไฟเลย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโปรเจกต์ Smart Home หรือเซนเซอร์ตรวจวัดสภาพอากาศที่ไม่ได้มีการอัปเดตข้อมูลทุกวินาที
อุปกรณ์ที่จำเป็น
- Microcontroller: ESP32 หรือ ESP8266 (รองรับ Wi-Fi ในตัว)
- Display: หน้าจอ E-Ink (เช่น Waveshare 2.9 inch e-Paper)
- Sensor: DHT22 หรือ BME280 สำหรับวัดอุณหภูมิและความชื้น
- Deep Sleep Mode: ฟังก์ชันสำคัญเพื่อการประหยัดพลังงานสูงสุด
ขั้นตอนการทำงานด้าน Software
หัวใจสำคัญของการเขียนโปรแกรมคือการสั่งให้ Microcontroller อ่านค่าจาก IoT Sensor แล้วส่งข้อมูลไปวาดบนหน้าจอ จากนั้นจึงสั่งให้ระบบเข้าสู่โหมดหลับลึก (Deep Sleep)
// ตัวอย่าง Code เบื้องต้นสำหรับ ESP32 + E-Ink
#include <GxEPD2_BW.h>
#include "DHT.h"
#define DHTPIN 4
DHT dht(DHTPIN, DHT22);
void setup() {
Serial.begin(115200);
float t = dht.readTemperature(); // อ่านค่าจาก Sensor
display.init();
display.setFullWindow();
display.firstPage();
do {
display.setCursor(0, 0);
display.print("Temp: ");
display.print(t);
display.print(" C");
} while (display.nextPage());
// เข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน 30 นาที
esp_deep_sleep_start();
}
void loop() {
// ไม่มีการทำงานใน loop เพื่อประหยัดไฟ
}
สรุปข้อดีของการผสานเทคโนโลยีนี้
การนำ Ink อิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ร่วมกับเซนเซอร์อัจฉริยะ ช่วยตอบโจทย์ทั้งด้านความสวยงาม (อ่านง่ายเหมือนกระดาษ) และความยั่งยืนด้านพลังงาน หากคุณกำลังมองหาวิธีอัปเกรดโปรเจกต์ IoT ของคุณ นี่คือทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในปัจจุบัน
E-Ink, IoT Sensor, Arduino, ESP32

